บทที่ 4 เรียวตะ
@บ้านอัครสิริไพศาล
“อุ๊ย! อันนี้ก็สวย อันนี้แม่ก็ชอบนี่ของแม่หมดเลยเหรอ” เสียงกรกนกกำลังเอ่ยชื่นชมของฝากจากต่างประเทศที่ลูกชายคนเล็กหิ้วมาให้อย่างไม่ขาดปากด้วยความชอบใจ
“อันไหนที่คิดว่าแม่ชอบผมก็ซื้อมาหมดแหละครับ”
“แหม! เตนี่รู้ใจแม่ไปหมดเลยนะแถมยังปากหวานช่างพูดอีกด้วย ถ้าพี่ชายเราพูดเก่งได้สักครึ่งหนึ่งของเราบ้างก็คงจะดีสินะ”
“แม่จะรำคาญเอานะครับ” ในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังพูดถึงลูกชายคนโตอยู่ไม่ทันขาดคำ ร่างสูงดูดีของคนที่ถูกพูดถึงก็ก้าวเข้ามาในบ้านพอดี
“หึ! ตายยากฉิบ” เตมินทร์หันไปมองหน้าพี่ชายที่เดินแล้วพูดขึ้นลอยๆ
“ลมอะไรหอบมาเนี่ยราม ไม่เห็นบอกแม่ก่อนเลยว่าจะมา”
“มีคนโทรไปบอกให้เข้ามาเอาของฝากน่ะครับ”
“อ๋อ! ถ้าน้องไม่โทรไปให้เข้ามา ก็คงไม่คิดจะแวะมาหาแม่เลยสินะ” คนคิดถึงลูกชายอยู่ตลอดแกล้งพูดเหมือนน้อยใจ
“ก็มาแล้วไงครับ”
“…”
“ผมซื้อห่อหมกร้านที่แม่ชอบมาด้วย”
“จริงเหรอ แม่กำลังอยากกินอยู่พอดีเลย เรานี่ก็รู้ใจแม่เหมือนกันน้า”
“อะไรกันครับแม่ มันพูดแค่นี้ก็หายงอนแล้วเหรอ” เตมินทร์พูดพร้อมส่ายหน้าให้กับความเปลี่ยนไปไวกริบของแม่ตัวเอง
“จะให้งอนอะไรนักล่ะ แค่พี่เราแวะมาแม่ก็ดีใจแล้ว”
“เฮ้อ~ลูกรักอะเนาะ”
“แม่ก็รักทั้งสองคนนั่นแหละ ว่าแต่ไม่พาหนูริศามาด้วยล่ะราม”
“…” คนถูกถามได้แต่นิ่งไปไม่ยอมตอบอะไร
“ช่วงนี้แกไม่ได้เจอริศาบ้างเหรอ” เป็นเตมินทร์ถามขึ้นต่อทว่ารามก็ยังเงียบอยู่เช่นเดิม
“แสดงว่าไม่ได้เจอกันสินะ ผมบอกแม่แล้วไง ว่ารามมันไม่ชอบคนใสๆซื่อๆแบบริศาหรอก มันชอบแบบ…”
“เงียบ!” รามกดเสียงเข้มข่มน้องชายเพราะรู้ว่าจะพูดอะไรพร้อมกับทำตาดุใส่ แต่เตมินทร์ก็ยักไหล่เป็นเชิงบอกว่าไม่กลัว พี่น้องคู่นี้สูสีกันเรื่องการทำสงครามประสาทอยู่แล้ว
“อย่าดุน้องสิราม เราเองก็เหมือนกันนะเต รู้บ้างอะไรควรพูดอะไรไม่ควร” กรกนกจึงเอ็ดลูกชายทั้งสองไปพร้อมกัน
“ขอโทษครับ ผมแค่คิดว่าถ้าสองคนนี้มันไม่ได้รักกันแม่ก็ไม่น่าไปบังคับตั้งแต่แรก” เตมินทร์กล่าวถึงในเรื่องที่เขาคิดว่ามันก็ไม่ควรเป็นอย่างนั้นตั้งแต่ทีแรก
“แม่ก็ไม่ได้อยากจะบังคับ แม่แค่อยากเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับลูก แล้วหนูริศาแม่ก็เห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย หรือเราจะเถียงว่าเพื่อนเราไม่ดี?”
“ดีครับ แต่ริศามันดีเกินกว่าที่จะได้กับเสือผู้หญิงอย่างไอ้พี่ชายผมคนนี้ไง”
“มั่นใจจังนะว่าเพื่อนตัวเองดีมากแกอยู่กับเขาตลอดหรือไง” รามถามน้องชายกลับทันควัน
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดแต่ก็เรียนด้วยกันมาตั้งหลายปี โตมาด้วยกันทำไมจะไม่รู้จักนิสัย เหมือนที่ฉันรู้จักนิสัยแกนั่นแหละ”
“สิ่งที่แกเห็นอาจไม่เป็นอย่างที่แกคิดก็ได้นะไอ้เต อย่ามั่นใจให้มาก” รามยังคงเชื่อในความคิดและความรู้สึกของตัวเอง แม้ว่าน้องชายเขาจะสนิทกับริศาแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเตมินทร์จะรู้จักตัวตนของเธอทั้งหมด
“พูดงี้หมายความว่าไงว่ะ”
“เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันได้แล้วแม่ปวดหัวไปหมดแล้ว เฮ้อ~~” กรกนกที่เห็นว่าศึกครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆจึงเอ่ยปรามขึ้น แต่แล้วก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีใครบางคนเดินเข้ามาที่ห้องนั่งเล่นนี้พอดี ทำให้ทั้งสามหันไปมองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่พร้อมกัน และพอเห็นว่าเป็นใครรามก็ถึงกับต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความรู้สึกไม่ถูกใจนัก
“อ้าว! เรียวตะ”
“สวัสดีครับคุณน้า” ชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวใบหน้าหล่อเหลาแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นเดินเข้ามายกมือขึ้นไหว้กรกนกอย่างนอบน้อมพร้อมกับปรายตามองเตมินทร์และรามเพียงชั่วครู่
“นั่งก่อนสิจ้ะ เดี๋ยวน้าให้คนไปตามพ่อให้”
“ครับ ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆให้กับภรรยาของพ่อและเดินไปนั่งลงโซฟาที่ว่างอยู่ ส่วนสองพี่น้องที่ตอนแรกเถียงกันอยู่ก็กลับมานั่งเงียบไม่ได้เอ่ยทักทายพี่ชายต่างมารดาแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่าพวกเขาทั้งสามไม่ชอบหน้ากัน แต่เป็นเพราะว่าไม่สนิทกันมาแต่ไหนแต่ไรจึงต่างฝ่ายต่างเงียบ ไม่มีแม้แต่จะเอ่ยทักทาย
“แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ”
“มากับไอริสครับ แต่รายนั้นขอเดินแยกไปดูต้นกุหลาบที่เอามาฝากคนสวนปลูกไว้ก่อน”
“อ๋อ! เมื่อวานตอนที่น้าไปนั่งจิบน้ำชาในสวนก็เห็นอยู่ กำลังงามเลยแหละ ไอริสนี่เข้าใจเอามาปลูก ว่าแต่รีบกลับกันหรือเปล่าทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิ”
“ผมกับไอริสก็ว่าจะมาฝากท้องไว้ที่นี่พอดีครับ แล้วก็จะมาคุยเรื่องงานแต่งกับพ่อด้วย”
“หือ? ได้ฤกษ์แต่งมาแล้วเหรอจ้ะ ดีจัง”
